ค่า INR สูง อันตรายไหม

0 การดู

การควบคุม INR ให้คงที่สำคัญมาก ระดับ INR ที่เหมาะสมลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน การตรวจวัด INR อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการปรับยาตามคำแนะนำแพทย์ จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และลดโอกาสเกิดภาวะเลือดออกหรือ stroke ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของคุณ

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ค่า INR สูง: อันตรายแค่ไหน และเราควรดูแลตัวเองอย่างไร?

ค่า INR (International Normalized Ratio) เป็นตัวเลขที่แสดงความสามารถในการแข็งตัวของเลือด โดยปกติค่า INR ในคนทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 0.8-1.2 แต่ผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin) จะต้องมีค่า INR อยู่ในช่วงที่แพทย์กำหนด ซึ่งมักจะสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด แต่ถ้าค่า INR สูงเกินไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน

ค่า INR สูง หมายถึงอะไร และอันตรายอย่างไร?

ค่า INR ที่สูงเกินกว่าช่วงที่แพทย์กำหนด หมายความว่าเลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นเลือดออกเล็กน้อย เช่น ฟกช้ำง่าย เลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกในอุจจาระ ปัสสาวะ จนถึงภาวะเลือดออกรุนแรง เช่น เลือดออกในสมอง (ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองหรือ stroke) เลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือเลือดออกภายในอวัยวะต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนจากค่า INR สูงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับ INR ที่สูงแค่ไหน สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และมีโรคประจำตัวอื่นๆ หรือไม่

การควบคุมค่า INR ให้คงที่สำคัญอย่างไร?

การควบคุมค่า INR ให้คงที่ภายในช่วงที่แพทย์กำหนด มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาภาวะต่างๆ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด และโรคหัวใจ การตรวจวัด INR อย่างสม่ำเสมอ ตามที่แพทย์นัดหมาย และการปรับยาตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งภาวะเลือดออกและการเกิดลิ่มเลือด

เราควรทำอย่างไรหากค่า INR สูงเกินไป?

หากคุณพบว่าค่า INR สูงเกินไป ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรโดยทันที แพทย์อาจปรับขนาดยา หรือแนะนำวิธีการดูแลอื่นๆ เพื่อช่วยควบคุมค่า INR ให้กลับเข้าสู่ช่วงที่เหมาะสม อย่าพยายามปรับขนาดยาเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

การดูแลตนเองเพื่อป้องกันค่า INR สูง

นอกจากการตรวจวัด INR และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งแล้ว การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น

  • รับประทานอาหารที่มีวิตามิน K ในปริมาณคงที่: วิตามิน K มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน K ในปริมาณที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้แพทย์ควบคุมปริมาณยาได้ง่ายขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีวิตามิน K ในปริมาณสูง หรือต่ำอย่างกะทันหัน เช่น ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม กะหล่ำปลี ตับ
  • แจ้งแพทย์หากมีการเปลี่ยนแปลงยาหรืออาหารเสริม: ยาบางชนิดและอาหารเสริมบางชนิด อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด จึงควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนใช้เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป: แอลกอฮอล์อาจมีผลต่อการทำงานของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการเผาผลาญยา และอาจส่งผลต่อค่า INR ได้
  • ดูแลสุขภาพโดยรวม: การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และสามารถรับมือกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ดีขึ้น

ค่า INR ที่สูงเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ การตรวจวัด INR อย่างสม่ำเสมอ การรับประทานยาตามคำแนะนำแพทย์ และการดูแลสุขภาพอย่างรอบคอบ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ