ทอนซิลอักเสบ แบบไหนอันตราย
ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง มีหนองสีเหลืองข้นปริมาณมากไหลจากช่องว่างระหว่างต่อมทอนซิล ร่วมกับมีไข้สูงต่อเนื่อง ปวดกลืนอย่างรุนแรง และมีต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ ควรพบแพทย์โดยด่วน เนื่องจากอาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ทอนซิลอักเสบแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ? สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
ทอนซิลอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น แต่ในขณะที่ทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่มักหายได้เอง หรือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะตามอาการ แต่ก็มีบางกรณีที่ทอนซิลอักเสบอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงกว่านั้น และจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน
สัญญาณอันตรายของทอนซิลอักเสบที่คุณไม่ควรมองข้าม:
นอกเหนือจากอาการทั่วไปของทอนซิลอักเสบ เช่น เจ็บคอ กลืนลำบาก มีไข้ เราควรสังเกตอาการต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง:
- หนองไหลจากต่อมทอนซิลปริมาณมาก: การมีหนองสีเหลืองข้นไหลออกมาจากช่องว่างระหว่างต่อมทอนซิล (Tonsillar crypts) ในปริมาณมาก ถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย
- ไข้สูงต่อเนื่อง: ไข้สูงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง แม้จะรับประทานยาลดไข้แล้วก็ตาม อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่รุนแรง
- ปวดกลืนอย่างรุนแรง: อาการปวดกลืนที่รุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ตามปกติ อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบที่ลุกลาม
- ต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ: การที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตขึ้นอย่างรวดเร็วและกดเจ็บ อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
- หายใจลำบาก หรือมีเสียงดังผิดปกติขณะหายใจ: อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกว่าต่อมทอนซิลที่บวมโตนั้นกีดขวางทางเดินหายใจ ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- มีผื่นขึ้นตามตัว: ในบางกรณี ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) อาจทำให้เกิดผื่นแดงเล็กๆ ขึ้นตามตัว ซึ่งเป็นอาการของไข้รูมาติก (Rheumatic fever) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อหัวใจ ข้อต่อ และสมอง
- ปวดหู หรือมีน้ำไหลจากหู: การติดเชื้อในช่องคออาจแพร่กระจายไปยังหูชั้นกลาง ทำให้เกิดอาการปวดหู และมีน้ำไหลออกมา
ทำไมต้องรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการเหล่านี้?
ทอนซิลอักเสบที่มาพร้อมกับสัญญาณอันตรายเหล่านี้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น:
- ฝีรอบทอนซิล (Peritonsillar abscess): การติดเชื้อที่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบๆ ทอนซิล ทำให้เกิดฝีหนอง ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดระบายหนอง
- ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis): การติดเชื้อที่แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ไข้รูมาติก (Rheumatic fever): ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังจากทอนซิลอักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหัวใจ ข้อต่อ และสมอง
- โรคไตอักเสบ (Glomerulonephritis): ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังจากทอนซิลอักเสบจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต
ข้อควรจำ:
หากคุณหรือบุตรหลานของคุณมีอาการทอนซิลอักเสบ และมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และทำให้หายจากอาการป่วยได้เร็วขึ้น
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเสมอ
#ทอนซิลอักเสบ#อันตรายไหม#อาการหนักข้อเสนอแนะสำหรับคำตอบ:
ขอบคุณที่ให้ข้อเสนอแนะ! ข้อเสนอแนะของคุณมีความสำคัญต่อการปรับปรุงคำตอบในอนาคต