DF ต่างกับ DHF ยังไง

5 การดู

ไข้เลือดออก (DF) มีอาการไข้สูง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ ส่วนไข้เลือดออกรุนแรง (DHF) อาจมีเลือดออกง่าย ช้ำ เกล็ดเลือดต่ำ และความดันโลหิตตก หากอาการรุนแรงมากจนช็อกเรียกว่า DSS ซึ่งอันตรายถึงชีวิต

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ไข้เลือดออก (DF) vs. ไข้เลือดออกรุนแรง (DHF): อะไรคือความแตกต่างและทำไมต้องใส่ใจ

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรคที่พบได้บ่อยในเขตร้อนชื้น รวมถึงประเทศไทยด้วย การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ไข้เลือดออก (Dengue Fever: DF) และ ไข้เลือดออกรุนแรง (Dengue Hemorrhagic Fever: DHF) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความรุนแรงของอาการและแนวทางการรักษาแตกต่างกันอย่างชัดเจน การวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจึงสามารถช่วยชีวิตได้

ไข้เลือดออก (DF): อาการเบื้องต้นที่ต้องสังเกต

ไข้เลือดออก (DF) เป็นรูปแบบที่ไม่รุนแรงเท่า DHF ผู้ป่วยมักมีอาการที่คล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ แต่มีอาการที่เด่นชัดกว่า ดังนี้:

  • ไข้สูง: ไข้สูงอย่างรวดเร็ว อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า และมักคงที่ในช่วง 2-7 วันแรก
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ: อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดข้อ ปวดกระดูก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “breakbone fever” ในภาษาอังกฤษ
  • ปวดศีรษะ: ปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณเบ้าตาและหน้าผาก
  • ผื่น: อาจมีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณหน้าอก ลำตัว และแขนขา
  • คลื่นไส้ อาเจียน: อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร

โดยทั่วไป อาการของไข้เลือดออก (DF) จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยการรักษาหลักคือการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และใช้ยาลดไข้แก้ปวดที่ไม่ใช่แอสไพริน (เช่น พาราเซตามอล)

ไข้เลือดออกรุนแรง (DHF): ภัยเงียบที่ต้องระวัง

ไข้เลือดออกรุนแรง (DHF) เป็นภาวะที่อันตรายกว่า DF มาก อาการเริ่มต้นอาจคล้ายคลึงกับ DF แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงวิกฤต (มักจะอยู่ในช่วงวันที่ 3-7 ของการป่วย) ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตและเลือดออกง่าย ดังนี้:

  • เลือดออกง่าย: มีเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล มีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง (petechiae) หรืออาจมีเลือดออกในอวัยวะภายใน
  • ช้ำง่าย: ผิวหนังช้ำง่ายกว่าปกติ
  • เกล็ดเลือดต่ำ: ระดับเกล็ดเลือดในเลือดลดลงอย่างมาก ทำให้เลือดแข็งตัวได้ยาก
  • ความดันโลหิตตก: ความดันโลหิตลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome: DSS)
  • ปวดท้องรุนแรง: ปวดท้องบริเวณชายโครงขวาหรือทั่วท้อง
  • อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำ: บ่งบอกถึงการมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
  • กระวนกระวาย ซึม: สัญญาณบ่งบอกถึงภาวะช็อกหรือการทำงานของอวัยวะสำคัญล้มเหลว

DSS: จุดอันตรายที่ต้องรู้

หากผู้ป่วย DHF มีอาการรุนแรงมากจนความดันโลหิตตกต่ำลงอย่างมาก จะเข้าสู่ภาวะ Dengue Shock Syndrome (DSS) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้

ความแตกต่างที่สำคัญและเหตุผลที่ต้องใส่ใจ

ลักษณะ ไข้เลือดออก (DF) ไข้เลือดออกรุนแรง (DHF)
ความรุนแรง น้อยกว่า รุนแรงกว่า
อาการหลัก ไข้สูง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ อาการเหมือน DF + เลือดออกง่าย เกล็ดเลือดต่ำ ความดันโลหิตตก
ภาวะแทรกซ้อน พบได้น้อย พบได้บ่อย อาจรุนแรงถึงชีวิต
การรักษา พักผ่อน ดื่มน้ำ ยาลดไข้ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ให้สารน้ำทดแทน ให้เลือด (หากจำเป็น)
โอกาสเสียชีวิต ต่ำ สูงกว่า หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที

ทำไมต้องใส่ใจ?

การแยกแยะความแตกต่างระหว่าง DF และ DHF เป็นสิ่งสำคัญเพราะ:

  • การรักษาที่แตกต่าง: DF เน้นการดูแลแบบประคับประคอง ในขณะที่ DHF ต้องการการรักษาที่เข้มข้นกว่าเพื่อป้องกันภาวะช็อก
  • การเฝ้าระวัง: ผู้ป่วย DHF ต้องการการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล เพื่อสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงและให้การรักษาได้ทันท่วงที
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อน: การวินิจฉัยและรักษา DHF อย่างรวดเร็ว สามารถลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิต

สิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก สิ่งสำคัญที่สุดคือ:

  • ปรึกษาแพทย์ทันที: อย่ารอช้า รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
  • แจ้งประวัติการเดินทาง: แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: พักผ่อนมากๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว
  • ดื่มน้ำมากๆ: ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • หลีกเลี่ยงยาแอสไพริน: ห้ามรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง: ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค โดยกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบๆ บ้าน

สรุป

ไข้เลือดออก (DF) และไข้เลือดออกรุนแรง (DHF) เป็นโรคที่แตกต่างกันในด้านความรุนแรงของอาการและแนวทางการรักษา การตระหนักถึงความแตกต่างเหล่านี้ การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และการรีบไปพบแพทย์เมื่อสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและช่วยชีวิตผู้ป่วยได้