เราจะรู้ได้ไงว่าเราท้องลม

2 การดู

ภาวะท้องลมเกิดขึ้นเมื่อมีถุงตั้งครรภ์แต่ไม่มีตัวอ่อนหรือตัวอ่อนหยุดพัฒนาตั้งแต่ช่วงแรก แพทย์จะวินิจฉัยได้จากการอัลตราซาวนด์ โดยตรวจพบถุงตั้งครรภ์ขนาดใหญ่ แต่ไม่มีตัวอ่อนหรือตัวอ่อนไม่เต้น

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ท้องลม: สัญญาณที่ไม่ควรละเลย และสิ่งที่ควรรู้

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้นสำหรับคู่รักหลายคู่ อย่างไรก็ตาม บางครั้งการตั้งครรภ์อาจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง หนึ่งในภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้คือ “ท้องลม” หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “Blighted Ovum” ภาวะนี้สร้างความเสียใจให้กับว่าที่คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวอ่อน หรือตัวอ่อนหยุดการพัฒนาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

ท้องลมคืออะไร?

ภาวะท้องลมเกิดขึ้นเมื่อไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วฝังตัวในมดลูก และสร้างถุงตั้งครรภ์ขึ้นมา แต่กลับไม่มีตัวอ่อนอยู่ภายในถุงนั้น หรือตัวอ่อนอาจเริ่มพัฒนาแต่หยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่ระยะแรกๆ ทำให้ร่างกายยังคงหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ ทำให้คุณแม่ยังมีอาการแพ้ท้อง หรือตรวจปัสสาวะแล้วพบว่าตั้งครรภ์

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท้องลม?

น่าเสียดายที่ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ภาวะท้องลมมักไม่มีอาการที่จำเพาะเจาะจง คุณแม่อาจมีอาการคล้ายกับการตั้งครรภ์ปกติ เช่น

  • ประจำเดือนขาด: เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด
  • อาการแพ้ท้อง: คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ
  • ปัสสาวะบ่อย: เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง
  • เจ็บเต้านม: เต้านมคัดตึงขึ้น

เนื่องจากอาการเหล่านี้ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นการตั้งครรภ์ปกติหรือท้องลม การวินิจฉัยที่แม่นยำจึงต้องอาศัยการตรวจโดยแพทย์

การวินิจฉัยภาวะท้องลม

วิธีหลักในการวินิจฉัยภาวะท้องลมคือการอัลตราซาวนด์ โดยแพทย์จะทำการตรวจเพื่อดูภายในมดลูก หากพบว่า:

  • มีถุงตั้งครรภ์ขนาดใหญ่ผิดปกติ
  • ไม่มีตัวอ่อนอยู่ภายในถุงตั้งครรภ์
  • หรือมีตัวอ่อนขนาดเล็กมากแต่ไม่มีการเต้นของหัวใจ

การวินิจฉัยเหล่านี้มักทำได้เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 6-8 สัปดาห์ หากอัลตราซาวนด์ครั้งแรกไม่ชัดเจน แพทย์อาจนัดตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อยืนยันผล

สาเหตุของภาวะท้องลม

สาเหตุที่แท้จริงของภาวะท้องลมยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับ:

  • ความผิดปกติของโครโมโซม: อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิสนธิ ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้
  • คุณภาพของไข่หรืออสุจิ: ไข่หรืออสุจิที่ไม่สมบูรณ์อาจส่งผลต่อการพัฒนาของตัวอ่อน
  • ปัจจัยอื่นๆ: เช่น สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

การจัดการกับภาวะท้องลม

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าท้องลม มีทางเลือกในการจัดการหลายวิธี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และความต้องการของผู้ป่วย ได้แก่:

  • รอให้ร่างกายขับออกมาเอง (Expectant Management): ร่างกายจะค่อยๆ ขับเนื้อเยื่อของการตั้งครรภ์ออกมาเองตามธรรมชาติ วิธีนี้อาจต้องใช้เวลานาน และอาจมีอาการปวดท้องและเลือดออกคล้ายประจำเดือนมามาก
  • ใช้ยา (Medical Management): แพทย์จะให้ยาเพื่อกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวและขับเนื้อเยื่อของการตั้งครรภ์ออกมา วิธีนี้มักใช้เวลาเร็วกว่าการรอให้ร่างกายขับออกมาเอง
  • การขูดมดลูก (Surgical Management): แพทย์จะทำการขูดมดลูกเพื่อนำเนื้อเยื่อของการตั้งครรภ์ออก วิธีนี้เป็นการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หรือเกิดพังผืดในมดลูก

การดูแลจิตใจและความรู้สึก

การสูญเสียการตั้งครรภ์ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม เป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดและกระทบกระเทือนจิตใจ คุณแม่และคู่รักควรให้เวลาตัวเองในการทำใจและเยียวยาความรู้สึก การพูดคุยกับคนใกล้ชิด การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อาจช่วยให้คุณรับมือกับความเศร้าและความผิดหวังได้ดีขึ้น

การตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

ถึงแม้ว่าการเกิดภาวะท้องลมอาจทำให้คุณรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในอนาคต แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าส่วนใหญ่แล้วภาวะท้องลมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป หากคุณวางแผนที่จะตั้งครรภ์อีกครั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและรับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตัวเองก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีลูกน้อยที่แข็งแรงสมบูรณ์

สรุป

ภาวะท้องลมเป็นการสูญเสียที่เจ็บปวด แต่ไม่ใช่จุดจบของความหวังในการมีบุตร การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้ การได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม รวมถึงการดูแลจิตใจและความรู้สึก จะช่วยให้คุณก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่สดใสกว่าเดิม