ค่าโลหิตจางคือเท่าไหร่

1 การดู

ภาวะโลหิตจางเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี12 หรือกรดโฟลิก ส่งผลให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่เพียงพอ อาการแสดงอาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิวซีด และใจสั่น การตรวจเลือดจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยและหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อการรักษาอย่างตรงจุด ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการสงสัย

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ค่าโลหิตจางเท่าไหร่ ถึงต้องใส่ใจ? ไขข้อสงสัยเรื่องค่าเลือดที่บ่งบอกภาวะซีด

ภาวะโลหิตจาง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ซีด” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่เพียงพอ นำไปสู่อาการต่างๆ ที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิวซีด ใจสั่น เป็นสัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการเหล่านี้เกิดจากภาวะโลหิตจางจริง และค่าเลือดแบบไหนที่ถือว่าผิดปกติ? บทความนี้จะไขข้อสงสัยเกี่ยวกับ “ค่าโลหิตจาง” ที่คุณควรรู้ เพื่อให้เข้าใจภาวะนี้และรับมือได้อย่างถูกต้อง

ค่าโลหิตจาง: ตัวเลขที่บอกอะไร?

การตรวจเลือดเพื่อหาค่าโลหิตจาง จะมุ่งเน้นไปที่การวัดระดับ ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb) ซึ่งเป็นโปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน ค่าฮีโมโกลบินนี้เองที่จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าคุณมีภาวะโลหิตจางหรือไม่

เกณฑ์ปกติของค่าฮีโมโกลบินจะแตกต่างกันไปตามเพศและช่วงอายุ ดังนี้:

  • ผู้ชาย: โดยทั่วไปค่าปกติจะอยู่ที่ 13.5 – 17.5 กรัมต่อเดซิลิตร (g/dL)
  • ผู้หญิง: ค่าปกติจะอยู่ที่ 12.0 – 15.5 กรัมต่อเดซิลิตร (g/dL)
  • เด็ก: ค่าปกติจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความถูกต้อง

ค่าโลหิตจางเท่าไหร่ ถึงเรียกว่า “ซีด”?

โดยทั่วไป หากค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่าเกณฑ์ปกติที่กล่าวมาข้างต้น จะถือว่ามีภาวะโลหิตจาง อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของภาวะโลหิตจางจะแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ดังนี้:

  • โลหิตจางเล็กน้อย: ค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อย มักไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อยเท่านั้น
  • โลหิตจางปานกลาง: ค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่าค่าปกติอย่างเห็นได้ชัด อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และผิวซีด
  • โลหิตจางรุนแรง: ค่าฮีโมโกลบินต่ำกว่าค่าปกติมาก อาจมีอาการรุนแรง เช่น ใจสั่น หายใจถี่ และหน้ามืด

การตรวจเลือด ไม่ได้บอกแค่ค่าฮีโมโกลบิน

นอกจากการวัดระดับฮีโมโกลบินแล้ว การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยภาวะโลหิตจางยังรวมถึงการวัดค่าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดแดง เช่น:

  • ฮีมาโตคริต (Hematocrit: Hct): สัดส่วนของเม็ดเลือดแดงต่อปริมาตรเลือดทั้งหมด
  • ปริมาตรเม็ดเลือดแดงเฉลี่ย (Mean Corpuscular Volume: MCV): ขนาดของเม็ดเลือดแดง
  • ความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงเฉลี่ย (Mean Corpuscular Hemoglobin Concentration: MCHC): ความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง

ค่าเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ระบุชนิดของภาวะโลหิตจาง และหาสาเหตุที่แท้จริงได้แม่นยำยิ่งขึ้น

สาเหตุที่แท้จริงของภาวะโลหิตจาง: มากกว่าแค่ “ขาดธาตุเหล็ก”

อย่างที่ทราบกันดีว่าการขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิก เป็นสาเหตุหลักของภาวะโลหิตจาง แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมายที่อาจเป็นปัจจัยกระตุ้น เช่น:

  • โรคเรื้อรัง: เช่น โรคไต โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือมะเร็ง
  • การเสียเลือด: เช่น จากประจำเดือนมามาก แผลในกระเพาะอาหาร หรือการผ่าตัด
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม: เช่น ธาลัสซีเมีย
  • ยาบางชนิด: เช่น ยาเคมีบำบัด

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นภาวะโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิวซีด ใจสั่น หรือมีประวัติโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุที่แท้จริง การรักษาภาวะโลหิตจางจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของโรค การรักษาอาจรวมถึงการรับประทานธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิก การให้เลือด หรือการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ

สรุป

ค่าโลหิตจางเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของภาวะซีด การตรวจเลือดและประเมินผลโดยแพทย์จะช่วยให้คุณทราบว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่ และสาเหตุของภาวะนี้คืออะไร อย่าละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย และรีบปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น